ฮาน เนฟเก้นส์ (นักสะสมงานศิลปะ ผู้ก่อตั้ง H+F Collection และ ARTAIDS)




ฮาน เนฟเก้นส์ เขาคือผู้อุปถัมภ์งานศิลปะร่วมสมัย เขาคือนักเขียน เขาคือผู้ก่อตั้งคอลเลคชั่นงานศิลปะชิ้นสำคัญๆ จากทั่วโลก ภายใต้ชื่อ H+F Collection เขาคือผู้ก่อตั้ง ARTAIDS มูลนิธิที่สร้างสรรค์และจัดแสดงผลงานศิลปะ เพื่อเผยแพร่ประเด็นโรคเอดส์ และขจัดการตีตรา และเขาคือผู้ที่มีเชื้อเอชไอวีอยู่ในร่างกายมากว่า 25 ปี ที่สำคัญ เขาเป็นมากกว่าบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับเรา ดังนั้น เขาคือผู้ที่เหมาะสมที่สุดในการเป็น Inspiring People คนแรกของอดัมส์เลิฟ วันนี้เราจะมาคุยกับเขาว่า ทั้งหมดที่เขาทำ ทำไปเพื่ออะไร และเขาต้องการอะไรจากการใช้จ่ายเงินเพื่อซื้องานศิลปะ แล้วเอาไปให้คนอื่นดู และพูดในเรื่องที่สังคมไม่ค่อยอยากจะฟังกัน

เมื่อพูดถึงนักสะสมงานศิลปะ เศรษฐีทั้งหลายที่มีรสนิยม ก็มักจะซื้อผลงานของศิลปินดังๆ มา บ้างเพื่อประดับบารมี ตั้งโชว์ไว้ในบ้านหรือบริษัท หรือเก็บไว้ในโกดังเก็บงานศิลปะ บ้างเอาออกมาแสดงด้วยการสร้างห้องแสดงงาน เปิดให้สาธารณะชมบ้าง แต่ความพิเศษของฮาน เนฟเก้นส์ คือ เขามักจะซื้อ หรือคอมมิชชั่นงานศิลปะร่วมสมัยจากศิลปินทั่วโลกกว่าหลายร้อยชิ้น เพื่อบริจาคให้กับพิพิธภัณฑ์ คอลเลคชั่นของรัฐบาล ตามประเทศต่างๆ ในยุโรป และยิ่งไปกว่านั้น เขาก่อตั้งมูลนิธิ ARTAIDS ขึ้นเพื่อจัดแสดงนิทรรศการที่เกี่ยวกับประเด็นต่างๆ เรื่องโรคเอดส์ เพื่อสร้างสำนึกเรื่องนี้ผ่านผลงานศิลปะ และขจัดการตีตราเรื่องโรคเอดส์ให้ออกไปจากสังคม

ใช่ว่าเป็นเศรษฐีแล้วจะไม่มีความทุกข์ ฮาน เนฟเก้นส์ อยู่กับเชื้อเอชไอวีมากว่า 25 ปีแล้ว เขาเคยเข้าใกล้ความตายมากที่สุด และเขาถ่ายทอดประสบการณ์เหล่านั้นผ่านงานเขียนของเขา ในระหว่างการผ่านพ้นช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้ วันนี้เขามีสุขภาพแข็งแรง อาศัยอยู่กับคนรักของเขาซึ่งเป็นเพศเดียวกัน และอุทิศตนให้กับการอุปถัมภ์งานศิลปะ และทำให้สังคมโลกเข้าใจเรื่องโรคเอดส์ให้ดีกว่านี้ ARTAIDS และฮาน เนฟเก้นส์ เคยมาจัดนิทรรศการเพื่อขจัดการตีตราในสังคมไทย ชื่อ "ใจเขาใจเรา ศิลปะแห่งการอยู่ร่วมกัน" ในปีพ.ศ. 2551 ทั่วกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ มีศิลปินไทยและต่างชาติกว่า 20 ท่านมาสร้างสรรค์ผลงาน และในขณะที่เราลงเรื่องราวของเรา อีกซีกโลกก็มีนิทรรศการที่จัดขึ้นเพื่อฮาน เนฟเก้นส์ เช่นกัน ณ Museum Boijmans Van Beuningen เมืองรอตเตอร์ดาม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เราเลยขอเวลาสัมภาษณ์คุณฮาน เนฟเก้นส์ แบบสั้นๆ มาให้ชาวอดัมส์เลิฟกัน




- อยากให้คุณฮาน ช่วยเล่าที่มาของการสะสมงานศิลปะ แล้วเลือกที่จะบริจาคผลงานเหล่านั้นให้กับพิพิธภัณฑ์ ทำไมไม่เก็บเป็นคอลเลคชั่นส่วนตัว

เพราะศิลปะคือภาพสะท้อนของสังคมโลก ที่ถูกสร้างมาเพื่อโลกของเรา ดังนั้น การจะทำให้บุคคลจำนวนมากๆ ได้เห็นงานดีๆ สถานที่ที่ดีที่สุดก็จะต้องเป็นพิพิธภัณฑ์ สถาบัน หรือแม้แต่ที่สาธารณะ ผมเพียงแค่อยากจะแบ่งปันสิ่งที่ผมคิดว่ามันมีคุณค่าให้กับคนให้มากที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้น ผมจึงไม่จำเป็นต้องเก็บงานศิลปะเหล่านั้นไว้ในบ้านตัวเอง หรือเก็บไว้ในกล่องในโกดัง แต่ผมแจกจ่ายออกไปสู่โลก ในที่ที่งานศิลปะเหล่านั้นสมควรอยู่

- แล้วทำไมคุณถึงก่อตั้ง ARTAIDS ขึ้นมา และคุณคาดหวังอะไรจากการจัดงานศิลปะ แล้วส่งสารเรื่องโรคเอดส์

ผมก่อตั้ง อาร์ตเอดส์ ขึ้นมา เพราะผมรู้ว่าภาพเพียงภาพเดียว หรือศิลปะเพียงชิ้นเดียวนั้น สามารถเล่าเรื่องทั้งหมดได้ และด้วยการดูงานศิลปะที่สร้างขึ้นจากแรงบันดาลใจเรื่องนี้ จากเรื่องราวของโรคเอดส์และเชื้อเอชไอวี ผู้คนที่ชมจึงจะรู้ได้ว่า เอชไอวี/เอดส์มันมีอยู่จริง และยังคงมีอยู่มาถึงทุกวันนี้ ดังนั้น พวกเขาจึงต้องตระหนักและระวังให้ดีว่า ทุกสิ่งที่เขาทำ ไม่ควรจะไปกีดกันหรือตีตราต่อผู้ที่อยู่หรือมีเอชไอวีในร่างกาย หรือในขณะเดียวกัน วิธีนี้ก็คือ การทำให้ประเด็นเรื่องเอชไอวียังคงอยู่ในสายตาของประชาชน และวิธีที่ดีที่สุดในการส่งสารนี้ก็คือผ่านผลงานศิลปะที่เขาเสพนั่นล่ะ

- แต่ในแถบเอเชียเรา มักจะไม่ค่อยเข้าใจหรือเห็นความสำคัญและจำเป็นว่า ทำไมศิลปะจึงเปลี่ยนโลกและเปลี่ยนความคิดได้ ฉะนั้น ทำไมคุณจึงเชื่อว่า วิธีการทางศิลปะจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด

เพราะว่าศิลปะสะท้อนภาพของโลกและสิ่งรอบตัวเรา แต่ละผลงานศิลปะก็เกี่ยวข้องกับโลกเราและปฏิสัมพันธ์กันระหว่างมุมมองของ ศิลปินและมุมมองของผู้ชม เพราะมันคือโลกใบเดียวกัน ดังนั้น เมื่อศิลปินจะสื่อสารเรื่องเอชไอวี เขาหรือเธอก็จะแสดงโลกใบนั้นออกมา และแน่นอนล่ะว่า ภาพสื่อสารได้ดีกว่าคำพูด คนเรามักจะเก็บและจำภาพที่เขาเห็นและหวนคิดถึงมัน แม้ยามที่เขาไม่ได้เห็นภาพเหล่านั้นอีก

- ย้อนกลับไปเมื่อคุณจัดงานนิทรรศการศิลปะ "ใจเขาใจเรา ศิลปะแห่งการอยู่ร่วมกัน" ในกรุงเทพและเชียงใหม่ อะไรคือแรงจูงใจที่สำคัญที่สุด และอะไรที่คุณคิดว่าประสบความสำเร็จที่สุดในคราวนั้น

แรงจูงใจของผมในครั้งนั้นคือการจะมุ่งประเด็นเรื่องโรคเอดส์ในเมืองไทย และผมคิดว่าเราประสบความสำเร็จ ไม่เฉพาะกับจำนวนผู้เข้ามาชมงาน แต่ยังรวมถึงผู้สื่อข่าวแขนงต่างๆ ที่สนใจนิทรรศการนี้ เพราะเมื่อข่าวเรื่องเอชไอวีถูกเขียนลงหนังสือพิมพ์ และภาพของงานถูกฉายในโทรทัศน์สู่สายตาประชาชน เมื่อนั้นจิตสำนึกที่ถูกส่งต่อไป คือความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของโครงการ และความสำเร็จอีกอย่าง แน่นอน ความสำเร็จทางศิลปะ

- อยากให้คุณช่วยเล่าย้อนไป ถึงสถานการณ์การยอมรับในกลุ่มความหลากหลายทางเพศ และรักเพศเดียวกันเมื่อ 30 ปีที่แล้ว เมื่อเทียบกับทุกวันนี้ รวมไปถึงความเข้าใจของสังคมเรื่องเอชไอวี/เอดส์


โฮโมเซ็กชวล เมื่อ 30 กว่าปีก่อน อะไรๆ มันง่าย สบายๆ และสนุกกันแบบสุดๆ ไม่มีการต้องมานั่งแบ่งนั่งเรียกเกย์ หรืออะไรอย่างนี้ จนกระทั่งเมื่อราวปี พ.ศ. 2524 มีเรื่องราวเกี่ยวกับมะเร็งในกลุ่มเกย์ที่แพร่ระบาดและต่อมาเราก็เริ่ม ได้ยินคำว่า เอดส์ ทุกอย่างมันไม่ชัดเจนเลย ว่ามันคืออะไร มาจากไหน และจะป้องกันหรือหลีกเลี่ยงมันอย่างไร แล้วจะรักษาอย่างไรหากเป็นขึ้นมา ทีนี้ ความหวาดกลัวและการแบ่งแยกก็ตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อกลุ่มผู้ติดเชื้อ พอมาถึงปัจจุบัน แน่นอนล่ะว่า เรารู้จักมันมากขึ้น และในโลกตะวันตก เอชไอวีได้กลายเป็นเพียงโรคเรื้อรังเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรก็ดี ความกลัว และการกีดกันทางสังคมก็ยังมีอยู่ ในโลกตะวันตกก็ยังมีปัญหานี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศกำลังพัฒนา การตีตรายิ่งมีมากกว่า

- แล้วคุณคิดว่า อะไรที่เป็นอุปสรรคให้คนไม่ค่อยป้องกัน หรือไปตรวจหาเชื้อเอชไอวี และปัญหาที่สำคัญที่สุดของเอชไอวี/เอดส์ ในปัจจุบันนี้คืออะไร

มันคือความหวาดกลัวต่อการถูกสังคมตีตรา และที่น่าเสียดายคือ มันทำให้ผู้คนไม่กล้าไปตรวจหาเชื้อเอชไอวีกัน ความท้าทายที่สำคัญกว่าเรื่องของการรักษา ก็คือการขจัดการตีตราออกไปจากสังคม เพราะการตีตราทำให้ผู้ที่มีเชื้อแล้วไม่รู้ว่าตัวเองมีเชื้อ ไม่กล้าไปตรวจ และคนกลุ่มนั้นล่ะ ที่จะแพร่เชื้อเอชไอวีออกไป โดยที่พวกเขาเองก็ไม่รู้ตัว การเข้าสู่ระบบการรักษาคือรูปแบบหนึ่งของการป้องกันเช่นกัน ดังนั้น ทุกคนควรตระหนักและไปตรวจเอชไอวี

- มีอะไรอยากฝากถึงกลุ่มชายรักชายในเมืองไทย

คุณควรจะต้องไปตรวจเชื้อเอชไอวี


อ้างอิง
'Sharing is the Antidote to Loneliness' by Rinskje Koelewijn
www.hfcollection.org
www.artaids.com