โฉมหน้าใหม่ของเอดส์


บทความพิเศษโดย
ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์ประพันธ์ ภานุภาค
ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย

โรคเอดส์อยู่คู่มนุษย์เรามากว่า 30 ปี ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีการพัฒนาไปมาก ทั้งตัวไวรัสเอชไอวีเอง พฤติกรรมของมนุษย์ การป้องกัน และการดูแลรักษา ข้อมูลเชิงประจักษ์เหล่านี้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ทั้งด้านสถานะการณ์การระบาด คุณภาพชีวิตของผู้ติดเชื้อ และนโยบายทั้งระดับประเทศและระดับโลก

ผู้ใหญ่ในขณะนี้ซึ่งอยู่หรือเติบโตมาในช่วงที่เอดส์ระบาดหนัก เห็นการรณรงค์ด้วยภาพที่น่ากลัวของโรคเอดส์ เห็นผู้ป่วยถูกนำมาทิ้งและปล่อยให้ตายที่วัด เห็นค่ารักษาที่แพงหูฉี่ ล้วนเป็นความทรงจำที่ยากจะลืมแม้คนไทยจะลืมเรื่องร้ายๆอื่นๆง่ายก็ตาม ดังนั้น แม้สถานะการณ์จะเปลี่ยนไป (ในทางที่ดีขึ้น) ในปัจจุบัน ก็ยากที่จะลบล้างความทรงจำเก่าๆออก จึงเป็นเหตุสำคัญที่คนไทยจำนวนมากยังกลัวเอดส์อย่างไร้เหตุผล ไม่กล้าไปตรวจ ไม่กล้าไปรักษา และพลอยรังเกียจผู้ติดเชื้อหรือผู้ที่ถูกตีตราว่าเป็น “กลุ่มเสี่ยง” ไปโดยไม่รู้ตัว

ถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนไม่ว่าแก่หรือหนุ่มน่าจะมารู้จักกับแมหน้าใหม่ของเอดศ์ (A new face of HIV/AIDS)

เอดส์ตอนนี้กลายเป็นโรคที่รักษาได้แม้จะไม่หายขาด คนไทยที่ติดเชื้อทุกคนมีสิทธิ์เข้าถึงการรักษาฟรี โดยไม่มีผลกระทบต่อการจ้างงาน หรือมีความลับรั่วไหล ค่ารักษาก็ไม่แพง ราคาสูตรยาเริ่มต้นที่คลีนิคนิรนาม สภากาชาดไทยเพียงเดือนละ 540 บาทเท่านั้น ถ้ายิ่งรู้ตัวเร็ว รักษาเร็ว ก็ยิ่งได้ผลการรักษาดีขึ้น คนที่ติดเชื้อในปัจจุบันต้องไม่ป่วยหรือเสียชีวิตจากเอดส์อีกต่อไปถ้ารู้ตัวเร็ว และสามารถมีอายุขัยเท่ากับคนที่ไม่ติดเชื้อได้ถ้าดูแลสุขภาพดีๆ แถมถ้ารักษาไปแล้วเกิน 6 เดือน คนๆนั้นก็จะไม่สามารถแพร่หรือส่งต่อเชื้อให้กับใครได้ ผู้ติดเชื้อจึงไม่ใช่ผู้ที่น่ากลัวอีกต่อไป

ประเทศไทยไม่มีปัญหาเรื่องค่ายาของผู้ติดเชื้อ เพราะรู้ว่าเป็นงบประมาณรายจ่ายที่คุ้มค่ากว่าอีกหลายๆโรค รักษาแล้วผู้ติดเชื้อจะได้ไม่ป่วย ไม่ตาย มีคุณภาพชีวิตกลับมาปกติ ทำงานเสียภาษีให้รัฐได้ แถมยังไม่ทำให้โรคแพร่กระจายต่อไปอีก แต่ที่ยังมีปัญหาอยู่คือผู้ติดเชื้ออีกราวครึ่งหนึ่งหรืออีกประมาณ 3 แสนคนทั่วประเทศยังไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ เพราะไม่เคยไปตรวจ ทั้งๆที่รัฐก็พยายามรณรงค์ให้คนไทยใส่ใจไปตรวจเอดส์กัน เช่น อนุญาตให้คนไทยทุกคนทุกสิทธิ์ตรวจเอดส์ได้ฟรีปีละ 2 ครั้ง มีสายด่วนปรึกษาตรวจเอดส์ (1663) และมีวันตรวจเอดส์แห่งชาติ (๑ กรกฎาคม) เป็นต้น

มีเหตุผลหลายๆอย่างที่คนไทยไม่ค่อยสนใจตรวจเอดส์กัน ที่สำคัญคือไม่คิดว่าตัวเองอาจจะติดเชื้อเพราะไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง ที่สำคัญรองลงมาคือกลัวจะตรวจเจอ เพราะเป็นแล้วก็รักษาไม่ได้ หรือไม่มีปัญญาจะไปรักษา กลัวคนอื่นจะรู้ สาเหตุอีกประการหนึ่งเพราะแพทย์ไม่แนะนำ คนไข้ส่วนใหญ่พร้อมจะให้ตรวจเอดส์พร้อมกับการตรวจสุขภาพประจำปี แต่คุณหมอไม่ยักจะแนะนำเพราะคิดว่าคนไข้ไม่เสี่ยง หรือแนะนำไปแล้วอาจจะถูกมองไปว่าไปดูถูกคนไข้ ประเด็นย่อยๆอื่นก็เช่น ค่าตรวจ ไม่รู้จะไปตรวจที่ใด ไม่สะดวก หรือรอนาน เป็นต้น

เราต้องช่วยกันทำให้การตรวจเอดส์เป็นเรื่องปกติ เป็นหน้าที่คล้ายกับการตรวจสุขภาพประจำปี ไม่ต้องลึกลับหรือนิรนาม ไม่ต้องมีการเซ็นชื่ออนุญาตซ้ำซ้อนเหมือนกับจะไปทำสัญญากู้เงิน ไม่ต้องไปขออนุญาตผู้ปกครอง เป็นการตรวจเพื่อประโยชน์ตัวเอง ตรวจเพื่อให้รู้ว่าไม่ติดเชื้อ ชีวิตจะได้ก้าวต่อไปอย่างมั่นคง ถ้าโชคร้ายตรวจเจอ ชีวิตก็ยังมีทางออก ไม่มืดมนเหมือนอย่างในอดีต

ถ้าเราช่วยกันทำให้เอดส์กลายเป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องของทุกคน แทนที่จะเป็นเรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ การรังเกียจและแบ่งแยกผู้ติดเชื้อในสังคมก็จะค่อยๆหมดไป นายจ้างก็จะไม่ไล่ผู้ติดเชื้อออกจากงาน สถานศึกษาก็จะได้ไม่ไล่นักศึกษาที่ติดเชื้อออกจากสถานศึกษา คนก็จะกล้าไปตรวจ และกล้าเข้ารับการรักษามากขึ้น การแพร่ระบาดก็จะลดลง

หลายคนจะตั้งคำถามว่าการที่เราทำให้คนกลัวเอดส์น้อยลง จะยิ่งทำให้คนมีพฤติกรรมเสี่ยงมากขึ้นหรือไม่ ข้อกังวลนี้มีเหตุผลที่ดี แต่ไม่ใช่เป็นข้ออ้างที่เรายังต้องคงภาพพจน์ของความน่ากลัวของโรคเอดส์เอาไว้ในสถานะการณ์ปัจจุบัน เพราะความกลัวแล้วทำให้คนไม่กล้าไปตรวจ ไม่กล้าไปรักษา ทำให้คนที่ติดเชื้อต้องถูกไล่ออกจากงาน ต้องหลบๆซ่อนๆ ฯลฯ จะมีผลเสียต่อส่วนรวมมากกว่าในระยะยาว เราต้องลบภาพในมุมมืดของเอดส์ออก ให้สังคมเห็นภาพเอดส์ในมุมสว่างมากขึ้น เห็นทางออกมากขึ้น ในขณะเดียวกัน การให้ความรู้ การรณรงค์ป้องกัน เช่นแจกถุงยางอนามัย ฯลฯ ก็ยังต้องดำเนินการต่อไป ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เราทำกันตลอด 30 ปีที่ผ่านมาไม่ใช่หรือ จุดหักเหที่สำคัญในขณะนี้คือการตรวจเอดส์ที่เร็วขึ้น และการรักษาที่เร็วขึ้น จะสามารถนำไปสู่การลดการระบาดของเอดส์อย่างได้ผล

ไม่มีอะไรน่าอายหรอกครับถ้าเราทุกคนยอมรับความจริง!